MyWayOut
pkan


¯ this’ when they think they are good at something
and
they are wonderfully weird confident about it
¯


HOW does it feel to feel the way you do

HOW does it feel to be all that you want to be
.
.
.
I've done nothing to be ashamed of

  ¯\_()_/¯   ¯\_()_/¯

MyWayOut - Tiramisu (SS5)
pkan
Tiramisu13


«ระยะห้า»


แม้จะไม่ใช่ตึกใหญ่โตมากมายหรือสูงระฟ้าเฉกเช่นสิ่งก่อสร้างอื่นใด ในใจกลางเมืองหลวง แต่ด้วยรูปทรงอันทันสมัยแปลกตา จึงถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ตัวตึกดูสูงตระหง่าน ดึงดูดสายตาไม่แพ้บรรดาตึกทั้งหลายในย่านนี้เลย


ขณะนี้เป็นเวลาเกือบบ่ายโมงของวันใหม่ จากหน้าต่างห้องที่เป็นกระจกหนากรองแสงในตึกสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง ภายในห้องประชุมนั้นสว่างด้วยแสงไฟสีเย็นตา หญิงสาวชายหนุ่มวัยทำงานรวมสี่ห้าคน กำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะในห้องประชุมขนาดย่อม


“พูดตามตรงเลยนะครับ ผมดีใจมากๆที่คุณสนใจมาคุยด้วยวันนี้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทางเรา ส่วนจะตกลงยังไงก็เอาแต่ตามคุณสะดวก ขอแค่ช่วยเก็บไปพิจารณาด้วยจะขอบคุณมากครับ”

“ก่อนอื่นผมเองต้องขอโทษที่ตอบรับช้า ทั้งที่ได้รับการทาบทามหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งตอนนี้ นี่ก็ยังรู้สึกยินดีมากๆเช่นกันที่บริษัทมีชื่อเสียงขนาดนี้ยังคงให้โอกาสอยู่เสมอ เอ่อ แล้วนี่ท่านรองฯยังอุตส่าห์ยอมรับนัดในวันหยุดเพื่อมาคุยด้วยตัวเองแบบนี้แล้วด้วย ฝ่ายผมต่างหากที่ต้องกล่าวคำขอบคุณเหล่านั้น” ประโยคหลังพูดบอกพลางหันไปสบตากับชายในสูทสีเทาเข้มดูภูมิฐาน

ทั้งสองฝ่ายต่างพูดคุยเกี่ยวกับแผนการประสานงานร่วมมือกันอย่างคร่าวๆ ตลอดจนถึงเป้าหมายกันความเป็นไปได้ที่คาดว่าน่าจะได้รับตอบแทนกลับมาที่ดี

บุคคลหนึ่งเดียวที่ไม่อยู่ในชุดสูท สวมเพียงสเวตเตอร์ขาวตัวบางท่อนล่างเป็นยีนส์เข้ารูปเหมาะกับขาเรียวยาวของเจ้าตัว
เขาเหลือบมองรอบๆนิดหน่อยเพื่อหาจังหวะ
“ผมขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะครับ” เอ่ยบอกคนข้างกายที่พยักหน้ารับรู้นิดหน่อยเพราะเอาแต่สนใจเรื่องงานมากกว่าอยู่แล้ว

ร่างสูงใหญ่สมส่วน ก่อนจะลุกเดินออกมาตามทางที่ได้รับคำบอกกล่าวเอาไว้เมื่อครู่


)╯︵


เจ้าของขายาวเดินเรื่อยมาตามระเบียงแบบกระจกเงาเทมเปอร์ลามิเนตฝังขอบปูนแกะลายสวยงาม จนมาหยุดอยู่บริเวณทางแยกซ้ายขวา ก่อนจะเข้ามายังด้านในสุดทางเดินซึ่งมีสัญลักษณ์บ่งบอกอยู่ด้านบนเหนือประตูสูง

ขณะกำลังยกฝ่ามือขึ้นเอื้อมออกไป พลันประตูบานสวิงบานใหญ่ก็ถูกผลักออกมาเสียก่อน ขอบประตูหนาเฉียดใบหน้าเกลี้ยงเกลาไปเพียงเล็กน้อย แต่ที่หลบไม่ทันคือร่างของคนจากด้านในที่กระแทกเข้าหาอย่างจัง

แม้จะเป็นฝ่ายเดินออกมาชน แต่กลับเป็นคนที่เซถอยหลังไปเสียเองด้วยรูปร่างที่เสียเปรียบอยู่มาก

“哎哟 { โอ๊ย! ! }"

เสียงร้องแสดงออกว่าตกใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอ่ยปากบอกขอโทษขอโพยคู่กรณีตัวสูงอย่างรีบร้อน

“对不起!我不是有意撞你的 { ขอโทษครับ! ผมเองไม่ทันเห็นคุณ }”

พอตั้งหลักได้ก็เงยขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยรู้สึกผิด

“你疼吗? { เจ็บตรงไหนไหม? }”


สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแววตาคมที่เบิกกว้างนั้นกำลังสั่นระริกวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด คงเพราะตกใจไม่ต่างกัน

แต่ในเมื่ออีกคนไม่พูดจาอะไร ก็แสดงว่าไม่มีใครเป็นอะไร เพราะมองสำรวจแล้วไม่เห็นร่องรอยความเสียหายหรือบาดเจ็บที่ตรงไหน


เจ้าของร่างเพรียวจำต้องเดินเบี่ยงตัวเล็กน้อยเมื่อคนตรงหน้ายืนนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลี่ยงทางให้

ขณะกำลังจะเดินสวนจากไป จู่ๆก็ถูกคว้าหมับที่ต้นแขน ก่อนจะถูกดึงรั้งให้ต้องหันกลับมา


“什么事, 你想怎样? { อะไรครับ ต้องการอะไรหรือเปล่า? }”

จะพูดอะไรรึก็เปล่า ประหลาดคนจริง !


มือหนาละจากต้นแขนขาว เมื่อรู้สึกถึงแรงขืนเล็กน้อย แต่แทนที่จะตอบคำถามเมื่อครู่

ชายหนุ่มกลับเอ่ยคำที่ทำให้ร่างเล็กกว่าประหลาดใจ

“เอ่อ... ลู่!”



“你說什麼?{ คุณว่ายังไงนะ? }” ตาโตคู่สวยกระพริบถี่ “我认识你吗? { ผมรู้จักคุณด้วยหรือ? }”


คราวนี้คู่สนทนาจำเป็นก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนเดิม จะเพิ่มก็ด้วยสีหน้าแววตางุนงงสับสนหลายอย่าง รวมทั้งภาษาพูดที่แตกต่างกันไปเลย


คนตัวสูงกว่ามากเริ่มทำอะไรไม่ถูกเมื่อร่างเพรียวบางกำลังจะหันเดินจากไปอีกครั้ง

“เดี๋ยวสิ... หยุดก่อน!!”

หลุดปากร้องเรียกเสียงค่อนข้างดังกว่าที่คิด ทำเอาร่างบางสะดุ้งสุดตัว ส่งสายตามองคนสูงใหญ่อย่างเกรงๆ


“不好意思, 握好想不认识你 { ขอโทษ ผมไม่คิดว่าเรารู้จักกันนะครับ } … 你知道我在說什麼嗎? { เข้าใจที่ผมพูดหรือเปล่าครับ? }”


ชายหนุ่มก็ได้แต่มองกลับมาโดยไม่ปริปากเอื้อนเอ่ยคำใด แต่สายตาเข้มเอาแต่จ้องไม่ลดละ จนคนที่ถูกจ้องมองก็รู้สึกแปลกๆ จากที่แค่ประหลาดใจ ตอนนี้เริ่มจะนึกกลัวขึ้นมาจนได้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มลดระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองลงเรื่อยๆ


“不要再过来 不要靠近我 {อย่า... อย่าเข้ามานะ}” สีหน้าเต็มไปด้วยความประหม่าและกังวลอย่างเห็นได้ชัด “你了解吗? { ไม่เข้าใจรึไง? } … 你怎麼回事啊? {คุณมีปัญหาอะไร}” เจ้าของภาษาพรั่งพรูประโยคคุ้นชินมาตั้งแต่กำเนิดออกมาอย่างต่อเนื่อง


แต่คนที่เดินตามติดมานั้น ด้วยตั้งใจแน่วแน่ที่รั้งอีกฝ่ายเอาไว้ให้ได้ ในสมองจึงพยายามรำลึกถึงภาษาที่เคยพยายามเรียนรู้

“抱歉 { ขอโทษครับ }” แต่มันก็เนิ่นมามากเหลือเกิน จะให้ทำไงได้ในเมื่อเขาไม่รู้จะใช้มันพูดคุยกับใคร “请你再慢点说,好吗 { ช่วยพูดช้าๆหน่อยได้ไหม ? }” แต่สมองมันไม่ยอมร่วมมือ มันยากเกินไปจริงๆ เขานึกอะไรไม่ออกเอาเลย แม้แต่ประโยคง่ายๆ

“我只是.. { ผมแค่อยากจะ.. เอ่อ... }” สันกรามด้านข้างขบเข้าหากันแน่นบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังใช้ความคิดขนาดไหน “我可以跟你谈谈吗?{ คุยกับผมหน่อยได้ไหม?}”

น้ำเสียงติดอ้อนวอนไม่สามารถสื่อไปถึงคนที่กำลังหวาดผวากับสิ่งไม่คุ้นเคย ในตอนนี้ ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ๆ ร่างบอบบางผงะถอยหนีแล้วเริ่มรู้สึกไม่ดีเอามากๆ ซึ่งไม่น่าแปลกที่จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณในการระแวดระวังตัวต่อคนแปลกหน้า

เมื่อเห็นอาการถอยหนี คนมือไวกว่าความคิดก็พยายามเอื้อมไขว่คว้าร่างเพรียวตรงหน้าเอาไว้ และเลือกที่จะเมินมองถึงปฏิกิริยาทางสีหน้าและท่าทางที่กำลังตกอยู่ในภาวะผิดปกติ

การกระทำดังกล่าวนอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังพลอยทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก เมื่อโดนเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ใช่แค่ที่มือหรือแขนเหมือนก่อนหน้านี้ เจ้าของร่างเพรียวออกแรงสะบัดตัวดิ้นหนีจากการโอบรั้งของคนร่างสูงใหญ่กว่ามาก



“我很害怕 {กลัว.. กลัวแล้ว} .. 請放我走吧 讓我走 {ได้โปรด.. ปล่อยผมไปเถอะ}”

ทั้งน้ำเสียงและแววตาฉายแวววิงวอนอย่างน่าสงสาร

แล้วเจ้าของแขนแกร่งก็รู้สึกได้ถึงท่าทีหวาดกลัวจากแรงสั่นน้อยๆของคนในอ้อมแขนตนจึงจำใจคลายวงแขนออก ปล่อยคนตัวเล็กกว่าให้เป็นอิสระอย่างเสียไม่ได้

เมื่อหลุดจากการเกาะกุมก็รีบขยับตัวออกห่า


“你.. 离 我 远 点 儿! { อย่า.. อย่าเข้ามานะ!}”

ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนแทบจะกลายเป็นวิ่งเลยทีเดียว

“走开, 你真让我烦哪! { ไปให้พ้น, อย่ามายุ่งกับผม! }"


ส่วนคนที่โดนตะโกนใส่หน้า ก็ได้แต่อึ้งไปชั่วขณะเพราะคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้


Tiramisufooter
Tags:

MyWayOut - Tiramisu (SS4)
pkan
Tiramisu13


«ระยะสี่»



ขณะเด็กหนุ่มกำลังจะระเบิดหัวตัวเองนั้น พลันเสียงโทรศัพท์มือถือของใครสักคนก็ดังขึ้นมาอย่างได้จังหวะ ตวงตากลมโตตวัดหันไปมองทางต้นเสียงแล้วรู้สึกโล่งใจนิดหน่อย เมื่อเห็นว่าตัวการผู้สามารถนำพามาซึ่งความหายนะ(ของเพื่อน)นั้น กำลังรับโทรศัพท์และค่อยๆลุกเดินออกไปจากโต๊ะ


ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป สมองในหัวกลมมนก็เข้าสู่กระบวนการคิดแก้ปัญหาหรืออีกนัยหนึ่งก็คือทางหนีทีไล่นั่นเอ


และในเมื่อเจ้าตัวการเขาไม่อยู่ หากจะรีบหนีไปตอนนี้ก็ยังทันสินะ

แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ความซวยจะไปตามมาหลอกหลอนกันวันหลังอีก


มาถึงขั้นนี้แล้ว เอาก็เอา เป็นไงเป็นกัน เมื่อเป็นคนเริ่ม ก็ต้องจบและผ่านมันไปให้ได้


คนตัวเล็กคิดเองเออเองอยู่ลำพัง ก่อนจะขอปลีกตัวออกมาด้วยข้ออ้างง่ายๆแต่ใช้ได้ทุกสถานการณ์


“เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะครับ”



พอเดินคล้อยหลังทุกคนมาได้หน่อย ก็ทำการชะเง้อชะแง้แลหาเป้าหมายทันที


เด็กหนุ่มตัวเล็กเหลียวซ้ายเหลียวขวาอยู่นานกว่าจะได้ยินเสียงเหมือนจะคุ้นอยู่ไกลออกไปนิดหน่อย เขาเดินตามมาจนพบเจ้าของเสียงที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนค้นหาอะไรอยู่ข้างรถ ดูแล้วก็น่าจะเป็นของเจ้าตัวนั่นแหละเพราะประตูฝั่งคนขับและด้านหลังถูกเปิดค้างไว้


ระหว่างรอจังหวะให้อีกฝ่ายทำธุระเสร็จ ก็เดินกลับมาหลบอยู่ข้างต้นไม้จำลองต้นโตที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน


เขาก็กำลังคิดว่าจะเผชิญกับสถานการณ์นี้ยังไงถึงจะไปได้รอด บทสนทนามากมายที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นผุดขึ้นตามจินตนาการ แต่ความน่าจะเป็นก็ยังหาได้ยากนัก


ระหว่างที่หัวเล็กๆกำลังคิดการใหญ่ พอหันกลับมาเท่านั้นแหละ อยู่ๆใบหน้าของเป้าหมายที่ว่าก็มาปรากฏตรงหน้า
คนที่กำลัง ๆ คิดอะไรเพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว


สายตาคมจ้องมองมาสักครู่ ก่อนจะกลับไปสนใจเสียงในโทรศัพท์มือถือที่ดังแว่วมาเป็นระยะๆ โต้ตอบกับคนในสายไปสองสามประโยคก่อนจะเก็บมือถือกลับเข้ากระเป๋ากางเกง


เมื่อเห็นว่าเขาทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในร้าน คนตัวเล็กเผลอเดินเข้ามาขวางโดยไม่รู้ตัว จนอีกฝ่ายมองด้วยท่าทีแปลกใจเล็กน้อย


เจ้าของดวงตากลมโตทำท่าครุ่นคิดก่อนจะบอกความต้องการออกมาในที่สุด


“ผม เอ่อ ผมขอคุยด้วยหน่อยสิ เอ่อ ขอพูดด้วยนิดเดียวเองครับ” เปิดฉากเก้ๆกังๆ อะไรๆที่คิดเอาไว้มันเลือนหายไปหมดแล้ว



ชายหนุ่มมองกลับมาเหมือนจะเข้าใจจุดประสงค์ มือที่ก่อนหน้านี้ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงของตนถูกยกขึ้นมาอยู่ในท่ากอดอกวางท่าเล็กน้อย ถึงไม่เอ่ยปากแต่ก็บ่งบอกได้ว่าเขาพร้อมรับฟังแล้ว



“คือว่าเรื่องนั้น ที่ผมพูดไปเมื่อกี้ จะรบกวน ขอให้คุณช่วยลืมมันไปได้หรือเปล่า แบบว่า ทำเหมือนไม่เคยได้ยิน ก็แบบ ถือว่าผมไม่เคยพูดอะไรเลย จะได้หรือเปล่าครับ”

เสียงพูดอ่อยเบาลงตามลำดับ บอกไม่ถูกว่าแสดงถึงการขอร้อง หรือกำลังเกร็งๆกับสายตาคมปลาบที่มองมานิ่งๆ ทำให้ต้องหลุบตาลง



)╯︵



ยวดยานพาหนะหลากหลายกำลังพยายามฝ่าการจราจรอันคับคั่ง มุ่งตรงขึ้นทางด่วนเพื่อหลบเลี่ยงออกจากย่านธุรกิจอันวุ่นวายก่อนค่ำ ตามบริเวณทางแยกต่างๆ สัญญาณจราจรยังไร้วี่แววว่าจะเปลี่ยนสีในเวลาอันใกล้

เช่นเดียวกับบางคนในรถยนต์คันโตที่ยังคงไม่สามารถทำสิ่งอื่นใดได้นอกจากนั่งนิ่งรออยู่เฉยๆแบบนั้น จะมีก็เพียงดนตรีและเพลงประกอบแสนไพเราะจากเครื่องเสียงภายในรถยนต์คันหรูที่พอช่วยลดความหงุดหงิดจากภาวะวิกฤติทางการจราจรบนท้องถนน


“วันศุกร์หฤโหด ต้องทำใจหน่อยนะ เออนี่ ถ้าได้หยุดหลายวัน อยากไปไหนหรือทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

คนที่นั่งข้างเคียงข้างกับคบขับรถเอ่ยถามขณะตนเองยังคงก้มหน้าอ่านบางอย่างบนหน้าจอแท็บเล็ตในมืออย่างจริงจัง


ฝ่ายที่ถูกถามไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนบ่งบอกได้ถึงความไม่สบายตัวเอาเสียเลย แม้ภายในรถจะกว้างขวางเพียงใด แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่เอามากๆ ทำให้การต้องมานั่งอยู่ในที่แบบนี้นานๆ เรียกได้ว่าทรมานที่สุด


คำถามเก่ายังไม่มีคำตอบ ก็ยิงคำถามใหม่ตามมาอีก “นี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม หิวหรือเปล่า”
คราวนี้เอี้ยวตัวมาดูด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปเมื่อคนด้านหลังไม่ให้ความสนใจเช่นเคย “ถ้าเพลียก็นอนหลับไปได้เลย ถึงแล้วจะปลุก”
ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่ปากก็ยังเอ่ยเอื้อนออกมาอีกเรื่อยๆ “งานที่ว่านั่น เมื่อกี้โทรไปคอนเฟิร์มเวลานัดให้แล้วนะ พรุ่งนี้จะมารับตอน11โมง โอเคนะ อ้อ ที่ห้องอ่ะ มีแม่บ้านไปดูแลทำความสะอาดอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วง ส่วนของกินของใช้ก็เตรียมไว้ให้แล้ว วันนี้ก็ยังให้คนไปซื้อเสื้อผ้าเพิ่มไว้ให้เผื่อจำเป็นต้องใช้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยหาให้ยุ่งยาก”



เกือบสองชั่วโมงกว่ารถยนต์คันงามจะแล่นฉิวมาจอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ประตูที่นั่งด้านหลังถูกเปิดออกพร้อมขาเรียวยาวก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปยังกระโปรงท้ายรถที่เปิดรอ ก่อนจะยกกระเป๋าเดินทางใบโตออกมาแล้วลากเดินเข้าคอนโดไป


)╯︵
Tags:

MyWayOut - Tiramisu (SS3)
pkan
Tiramisu13


«ระยะสาม»


โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร รู้แต่ว่าทุกคนยังคง ปิดปากเงียบกริบกันไปหมด จะว่าไปต่างฝ่ายต่างเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่ผิดอะไร

สุดท้ายเจ้าของใบหน้าหวานก็ต้องออกตัวรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งเขาก็ตระหนักแล้วว่าสถานการณ์ อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องหาวิธีคลายความตึงเครียดท่ามกลางบรรยากาศที่ขุ่นมัวแบบนี้


แล้วเสียงนุ่มน่าฟังก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากการสนทนาอีกเช่นเคย


“ว้า ทำไมบรรยากาศมันพึลึกกึกกือแบบนี้เนี่ย ว่าแต่ เราสองคนอ่ะ จะมาพบคุณคนนี้เขาใช่ไหม คุยกันได้เลย” ยื่นหน้ามาหาฝ่ายตรงข้ามอย่างสนใจไม่มีปิดบัง พรางยิ้มน้อยๆ “ผมนะ ถึงได้ยินก็ไม่รู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่สะดวกใจ จะแยกโต๊ะก็ได้นะ หรือเอาไว้นัดคุยกันอีกทีก็ได้ ธุระสำคัญรึเปล่า รึว่ามีนัดกันไว้อยู่ก่อนแล้ว เอ๊ะ ยู! ถ้าไม่สะดวกก็บอกกันก่อนสิ” ประโยคท้ายหันกลับมาทำหน้าจริงจังเอากับคนข้างกาย


“เท่าที่ไอจำได้ ไม่มีอะไรสำคัญ ไม่งั้นจะมานั่งกับยูแบบนี้ได้รึไง” แม้ปากจะพูดกับคนข้างกาย แต่หางตาคมกริบกลับเหลือบมองไปยังคนที่นั่งตรงกันข้าม


“เชื่อได้รึเปล่า ที่จริงแล้วเห็นว่าไอไม่เคยรู้เรื่องอะไรสักอย่าง จะโกหกกันยังไงก็ได้อยู่แล้วใช่ไหม”


“เคยทำแบบนั้นด้วยหรอ จำไม่เห็นได้ ยูมาใส่ร้ายกันแบบนี้ ไอเสียใจนะ” แววตาร้ายๆเมื่อครู่หายไปทันทีที่สบตากับร่างขาวเพรียว


ทั้งสรรพนามแทนตัว ไอๆยูๆ และน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปมาด้วย ทำเอาส่วนเกินทั้งสองมองตากันปริบๆ


คุณคนสวยยังคงทำหน้าคาดโทษกับคนข้างกาย เจ้าของใบหน้ามีเสน่ห์ ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก พลางปฎิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใจเย็น พอขาดคำก็หันกลับมามองอีกฝ่ายที่นั่งตรงข้ามกัน แต่รอยยิ้มหมดจากใบหน้าทันที กลายเป็นหน้านิ่งเฉยแทน สีหน้าที่สงบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเย็นชา


ตัวเล็กสุดในโต๊ะรีบหลุบตาลงต่ำ ขยับตัวเล็กน้อยด้วยอาการอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขามีความไม่กล้ามองสู้สายตานั่นด้วย

..ทำไมกันนะ โลกช่างไม่ยุติธรรมเอาเลย ฮึ่ม ทำไมคนแย่ๆแบบนั้น ต้องหน้าตาดีมากมายขนาดนี้ด้วย


คนตัวเล็กเจ้าของดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงเอิบอิ่ม เม้มปากนิดๆ กระพริบตาปริบๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาและพบว่าโดนมองตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้



“มีเรื่องจะคุยรึไง งั้นก็ว่ามาสิครับ” จ้องเขม็งด้วยดวงตาคมที่คล้ายจะมองทะลุทะลวงไปถึงไหนๆ พร้อมยิงคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น จนสองหนุ่มน้อยฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวูบ พลางก้มหลบสายตาพร้อมกันอัตโนมัติโดยไม่ได้นัดหมาย


แม้ทั้งสองหนุ่มจะยังไม่เคยรู้จักกันอย่างลึกซึ้งกับอีกฝ่าย แต่ก็เคยฟังเรื่องเล่าปากต่อปาก ทั้งยังจากหน้านิตยสารอีกมิใช่น้อยเลย ..ใช่สิ เขาคนนี้ มีทุกอย่างเพียบพร้อม หนึ่งในทายาทของตระกูลใหญ่ที่เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตและธุรกิจทางวงการบันเทิงอีกหลายต่อหลายแห่ง เกิดมาคงไม่เคยก้มหัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น มันไม่จำเป็นอยู่แล้ว


“นี่ยู!” คุณคนสวยออกเสียงตวาดนิดหน่อย แต่ก็อมยิ้มไปด้วย “หน้าตาแบบนี้เนี่ยมันอะไร” นิ้วเล็กเรียวใช้จิ้มๆไปที่แก้มบนใบหน้าคมคาย “กลายเป็นคนแบบไหนไปแล้วล่ะ ตีหน้ายักษ์ ใครจะอยากคุยด้วยฮะ”


คนโดนดุหันไปยิ้มเจื่อนๆราวกับเด็กน้อยกำลังถูกผู้ปกครองตำหนิ เอามือเกาหูไปมาแก้เก้อ ทำปากพะงาบๆ เหมือนจะเถียง แต่ก็เงียบไป


“อย่าดุกันสิ ไออุตส่าห์พามาทานของหวานร้านโปรด ขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่มีความดีเลยหรือครับ” รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏบนใบหน้า



คุยกันแบบนี้ งั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้ทะเลาะกันอยู่สินะ แต่ที่เห็นตอนแรก คนร่างเพรียวนี่กำลังร้องไห้อยู่ไม่ใช่รึไงนะ

อืม แล้วก็ นายคุณ(สมาร์ท)มาดนิ่งคนนี้ พอทำแบบนี้แล้วเนี่ย ดูไปก็มีมุมน่ารักดีเหมือนกันนะ


“โอ๊ะ!?” แต่แล้วก็ครางเหมือนนึกขึ้นได้ ..เขา เป็น คนไม่ดี!.. พลางหลุดเสียงฟึดฟัดไม่พอใจออกมาอย่างลืมตัว


ทุกคนหันมาจ้องเป้าหมายเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งเจ้าของใบหน้าคม คมทั้งคิ้ว ตา จมูก ปากเลยทีเดียว เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตายากจะอธิบาย อดคิดในใจไม่ได้ว่า จะถูกไม่ชอบขี้หน้าเอาแล้วรึเปล่า


นายตัวเล็กหลุบตาลงต่ำ ก่อนจะค่อยๆมองขึ้นมาสบตาเขาอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์ ทั้งที่ปกติเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ไม่หวั่นแม้วันมามาก แต่ว่าวันนี้เกิดความประหม่านับครั้งไม่ถ้วน

ก็นะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องรวบรวมทำใจให้กล้าพร้อมเดินหน้าตามความตั้งใจเอาไว้แต่แรก


“งั้นขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ผมได้ข่าวมาว่า บริษัทของคุณกำลังมีแคมเปญสำหรับศิลปินหน้าใหม่สินะครับ แล้วไม่ทราบว่าทำไมโครงการถึงถูกเลื่อนไปล่ะครับ เอ่อ อาจดูเสียมารยาท แต่ผมสงสัยมากจริงๆ”


พูดในสิ่งที่ต้องการแล้วก็แอบมองหยั่งเชิงฝ่ายตรงข้ามว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไง แต่ฝ่ายนั้นกลับนั่งนิ่ง ดูไม่ทุกข์ร้อนราวกับไม่เกี่ยวข้องอย่างนั้นแหละ ผิดกับเพื่อนรักของตนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเอาเลย


ด้านผู้ถูกถามแสดงแววตาข้องใจเพียงน้อยนิดเกินใครจะสังเกตทัน ก่อนจะปรับแววตาเจ้าเล่ห์มองมาแม้เพียงชั่วครู่ใช่ว่าจะดูไม่ทัน

“เสียมารยาทจริงๆด้วยสิ”


ว่าพลางทอดสายตาจับจ้องเจ้าของแววตาสุกใสมีประกายส่อแววอยากรู้ และไม่มีทีท่าว่าจะถ่ายถอนกลับเสียด้วย


“อืม สมัยนี้ เขาใช้เด็กหาข่าวแบบนี้สินะ แล้วก็ ที่ทำแบบนี้เนี่ย ผมแจ้งตำรวจจับได้ รู้รึเปล่า”



“เฮ่ย! ไม่ใช่แล้ว พวกผมไม่ใช่นักข่าวนะ เข้าใจผิดแล้วคุณ”
คนตัวเล็ก โตแต่ดวงตากำลังส่อแววกังวลนั้นสั่นไหวระริกอย่างปิดไม่มิด ส่วนเด็กหนุ่มตัวโตกว่าถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว มันร้อนผ่าวไปทั้งตัวเลยก็ไม่ผิด


“ก็ถ้าไม่ใช่นักข่าว จะรู้เรื่องภายในของบริษัทได้ขนาดนี้เชียว” ทั้งสีหน้าแววตาน้ำเสียงแสดงออกว่าเหนือกว่าทุกด้าน


“เอ่อ เรื่องนี้ คือว่าผม..” พลาดซะแล้ว ที่มาของเรื่องนี้ พูดไม่ได้จริงๆ ถ้าขืนพูดออกไป ปานปลายแน่นอน



ทั้งที่เป็นคนเริ่ม แต่ตอนนี้ถึงกับไปไม่เป็นเลยก็ว่าได้ ในเมื่อทุกคำพูดของอีกฝ่ายมันคือเรื่องจริ
เพียงเพราะเพื่อนไม่สบายใจ เลยมาระบายให้ฟัง เพื่อนก็ขอให้รับฟังไว้เท่านั้นเอง แล้วแทนที่จะทำเพียงปลอบใจกลับไป เขากลับมาทำเรื่องไม่เข้าท่า พาลจะสร้างปัญหาให้เพื่อน และตอนนี้ เขาเองที่ผิดคนเดียวเต็มๆ ผิดที่ไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ไม่คิดว่าทุกอย่างจะกลับตาลปัตรหมด



คนหน้าหวานเริ่มสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด แต่ไม่ใช่จากคนข้างกายตน หากแต่เป็นจากอีกฟากฝั่งของโต๊ะ ดูจากหน้าตาของเด็กหนุ่มทั้งสองแล้วคงรู้สึกกลัวมากจริงๆนั่นแหละ สถานการณ์แบบนี้ ไม่ชอบที่สุดเลย


“อะไรกัน จู่ๆพากันทำหน้าจริงจังซีเรียสอะไรขนาดนี้” เขารู้สึกถูกชะตากับคนตัวเล็กเข้าแล้ว จะไม่ยอมให้โดนรังแกแน่นอน “ นี่ยูๆ เดียวนี้นี่เป็นคนใหญ่คนโตจริงๆเลย ไปไหนมาไหนใครๆก็รู้จัก ขนาดมาในร้านแบบนี้แล้วแท้ๆ ก็ยังมีคนจำได้อีก อืม ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย แล้วที่ไอมานั่งด้วยกันแบบนี้จะดูไม่ดีรึเปล่า”

ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าขยับเก้าอี้ออกห่าง แสร้งทำเป็นเกรงใจ ส่วนอีกคนรีบคว้าหมับที่แขนเล็กกว่า ดูท่าไม่อยากให้ห่างตัว


แววตาที่เคยนิ่งสนิทเป็นบ่อน้ำลึกแปรเปลี่ยนไปทันที่ ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากอย่างเท่ห์ๆ เมื่อสบตากับคนพูด


..ใช่สิ กับคุณคนสวยนี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีเสน่ห์ดึงดูดไปหมดเลย อันนี้ต้องขอน้อมยอมรับ ขนาดเพิ่งเคยเจอกันยังสามารถเรียกได้ว่า ตกหลุมรัก เข้าซะแล้ว


“วันนี้ยู.. ”

“ไอให้เลขาจัดการเคลียร์ทุกอย่างไปหมดแล้ว เพราะงั้นวันนี้ ไอไม่มีธุระอะไรกับใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ”
ขาดคำก็ยกกาแฟที่เริ่มจะเย็นชืดขึ้นมาจิบ พลางส่งสายตาเข้มๆมองมายังอีกฝั่งของโต๊ะ คล้ายกำลังสังเกตการตอบสนองของแขกไม่ได้รับเชิญ


ด้านเด็กหนุ่มตัวโต แม้จะนั่งเงียบ แต่ข้างในกำลังกังวลใจหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะคิดว่าจับความหงุดหงิดใจในน้ำเสียงของอีกฝ่าย น้ำเสียงสงบนิ่งมั่นคงแต่ชัดเจนนั่น


เขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ใช่สิ ตอนนี้ในหัวมันจะระเบิดแล้วต่างหากเล่า แล้วจะให้เป็นปกติยังไงไหว ในเมื่อ คนที่พวกเขามานั่งเสนอหน้าอยู่ด้วยตอนนี้คือ รองประธานจากบริษัทนายทุนหลักของบริษัทสาขาย่อยที่เขาสังกัดอยู่ อย่างที่รู้ๆกันว่า ปกติผู้จัดการเขาจะเรียก ท่านรองฯ ก็ถ้ามีแผนงานใหญ่แล้วอยากได้งบประมาณมหาศาลก็ต้องผ่านการพิจารณาของท่านรองฯคนนี้แหละครับ
แล้วที่เพื่อนมันออกอาการฟิวส์ขาดแทนกันก็เพราะพวกเราโดนเลื่อนการนำเสนอผลงานขอเงินอย่างกะทันหัน ประมาณว่าโดนบอกเลิกก่อนเวลานัดไม่กี่ชั่วโมง ขอย้ำว่าตอนได้รู้ว่าโดนยกเลิกกลางอากาศนั้นมันยิ่งกว่าสายโดนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงอีกครับ


สถานการณ์อึมครึมกว่าที่คิด ตัวเล็กเองก็เริ่มรับรู้ได้ถึงอาการหวาดหวั่นวิตกขนาดหนัก เพราะหันมาก็พบกับใบหน้าไร้สีของเพื่อนรัก หน้าตาซีดๆคล้ายจะเป็นลม คล้ายจะสิ้นใจตายซะให้ได้นี่อีก ตอนนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร ผิดคาดไปหมดเลย


โอเค ครั้งนี้จะถอดใจยอมถอยไปก่อนก็ได้

แต่ว่า จะหาทางให้หลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความหายนะนี้ไปได้ยังไงกันเล่านี่ จากสมองที่ปกติเคยคิดอะไรได้อย่างสุดแสนจะเลอเลิศ มาถึงตอนนี้กลับมืดแปดด้านเอาดื้อๆ



Tiramisufooter
Tags:

MyWayOut - Tiramisu (SS2)
pkan
Tiramisu13

« ระยะสอง »


บริเวณด้านหน้าทางเข้าร้านอันโดดเด่นด้วยผนังกรุกระจกใส   สองหนุ่มที่ดูน่าจะวัยเดียวกัน แต่ความสูงของอีกคนดูเกินหน้าเกินตาจนทำให้คนข้างๆดูตัวเล็กอย่างมากมาย


“โห มานี่อีกแล้ว มันไม่ไหวมั้ง เปลี่ยนร้านเถอะนะ สงสารกันบ้างได้ไหมเนี่ย” แววตาอ้อนวอนขัดกับบุคลิกสิ้นเชิง

“เราต้องมาแก้เซ็ง  ..ความเครียดอ่ะ ปล่อยไว้มันไม่ดีกับชีวิตนะ รู้เปล่า” ทำปากจู๋ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ พรางยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบไปมาที่ท้ายทอยคนตัวโตกว่าราวกับกำลังเอ็นดูสัตว์เลี้ยงแสนรัก

“มาปลดปล่อย รึต้องมาเครียดเพิ่มกันแน่ นายก็รู้อยู่นี่ ว่าตอนนี้เป็นช่วงจำศีล อด งด อาหารหวาน ไขมัน” เน้นเสียงหนักบวกเหตุผลข้อที่เท่าไรไม่รู้ถูกหยิบยกมาหวังจะโน้มน้าวใจให้ได้ เพราะลงท้ายคงเป็นเขาคนเดียวที่ต้องรู้สึกแย่ที่สุด

“ไม่มีปัญหา อย่าได้แคร์” แล้วมือเล็กก็เลื่อนมาตบเบาๆที่แก้มของอีกคน “เพื่อนรัก อยากให้นายเห็นหน้าตัวเองตอนนี้จริงๆ เพื่อนดูเครียดมากมาย อาจจะถึงขั้นบ้า ทวีปพัง โลกพัง แบบนี้ มันต้องหาความสุขใส่ตัวกันบ้าง”


คนร่างเล็กกว่าปลอบพลางบ่นพลางจนคนตัวโตกว่าต้องเออออตาม หรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือตัดความรำคาญ ผลสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตัวโตที่กำลังเดินตามหลังเจ้าของมันต้อยๆ

เมื่อถูกพามานั่งที่ได้ก็จัดการสั่งกันไม่มียั้ง คนห้ามเองยังลืมไปหมดแล้วคำว่าเหตุผลอะไรนั่น


“เอานี่ๆ บูเร่วานิลลา  คัพเค้กช็อกโกแลต-สเทาท์ กับคาราเมลบัตเตอร์มิลค์  อ้า น่ากินทุกอย่างเลยว่าไหม”

“อย่าลืมเครื่องดื่มของโปรดกันนะ ถ้ามาแล้วไม่ได้กินนี่คืนนี้นอนไม่หลับ” ยิ้มเยอะจนแก้มแทบปริตามๆกันไป


ทั้งตัวโตตัวเล็กตื่นเต้นกับรายการของโปรดที่พยายามหักห้ามใจไม่ให้มาหลายต่อหลายครั้ง

บางอย่างกำลังจะไปได้ด้วยดี ถ้าเพียงจะไม่หันไปเห็นใครบางคน


“โอ๊ะ ถ้าจำไม่ผิด คนนั้นอ่ะ ท่านรองฯนี่หว่า โห ไม่อยากเชื่อว่าจะมาเจอในที่แบบนี้”


แม้จะนั่งโต๊ะห่างกันมาก แต่ผนังกั้นด้วยกระจกบล็อคแก้วแบบนี้ ก็ต้องเห็นอยู่แล้ว ไม่ผิดตัวแน่นอน ถึงจะไม่เคยพบหน้าค่าตากันอย่างจริงๆจังๆ แต่ลักษณะบุคลิกโดดเด่นแบบนั้นย่อมเป็นที่น่าจดจำอยู่แล้ว


“คนไหน ห๊ะ คนนั้นอ่ะนะ ท่านรองฯผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่าของนาย ก็ไหนบอกว่าเขาติดธุระด่วนและสำคัญมาก แล้วจะมาโผล่นี่ได้ไง”

“คงมาทำธุระของเขามั้ง อืม.. ก็นั่นแหละ” แม้จะคับข้องใจหรือรู้สึกอะไรมากกว่านั้น แต่ทำอะไรไม่ได้ รู้ตัวดีอยู่แล้ว
ส่วนคนร่างเล็กกว่านั้นยังคงมองหน้าเพื่อนที พรางปรายตามองไปที่มุมหนึ่งของร้านที
ยิ่งมองเป้าหมายก็ยิ่งพาลหงุดหงิดขึ้นมาอย่างห้ามใจไม่ไหว “นายสั่งไปก่อนนะ เดี๋ยวมา” น้ำเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เริ่มปะทุ ก่อนจะลุกเดินพรวดพลาดเดินออกไปทันที


ส่วนอีกคนแม้จะงงๆกับอาการของเพื่อนตัวเล็ก แต่ก็รีบลุกตามไปเหมือนกัน


“คิดจะทำอะไร อย่าไปยุ่งกับเขานะเว้ย  แล้วอีกอย่าง อ๊ะ!” ยังไม่ทันได้พูดจบก็โดนมือดีตะปบให้ที่ปาก จวนตัวจนหลบไม่ทัน

“ถามจริง กับเรื่องที่มันกลายมาเป็นแบบนี้ นายหายโมโหง่ายๆได้ไง  เราว่านะ อย่างน้อยเขาควรจะได้ระลึกได้ว่าเขาพลาดอะไรไป”

“บ้าไปแล้ว เด็กแบบเราจะทำทุกอย่างตามใจนึกมันเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วถ้ามันปานปลายใหญ่โต ความซวยบังเกิด ถามว่ารับผิดชอบไหวไหม ดูปากเพื่อนนะ ไม่โว้ย!”

“แล้วไง เขามีสิทธิ์อะไรมามองข้ามความทุ่มเทของคนอื่น ทั้งที่นายกับพวกพี่ๆพยายามกันมาขนาดนี้ แล้วเขาจะมาเบื่อๆอยากๆมันใช้ได้ที่ไหน คิดดูว่าคนตั้งกี่ชีวิตที่ต้องมาลอยคอรอกับการกระทำของคนๆเดียว ความยุติธรรมอยู่ไหน” ตัวเล็กเงยหหน้าจ้องเอาคำตอบ “ ไม่คิดหรอว่านี่มันคือโชคชะตา นายถึงได้มาเจอเขาที่นี่อ่ะ  ได้มาเจอแบบนี้แล้ว เราอยากขอไขข้อข้องใจหน่อยว่าจะเอายังไงกันแน่ เห็นชีวิตคนอื่นสำคัญน้อยกว่าตัวเองแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน”


พอได้ยินแบบนี้แล้ว คนตัวสูงกว่าทำท่าครุ่นคิดพลางเมียงมองเพื่อน ลำพังเข้าใจหัวอกเพื่อนมันก็ดีอยู่หรอก แต่ขืนปล่อยให้ทำตามใจมุทะลุอย่างเคยมันคงไม่ได้จริงๆ และด้วยความมีสติและประเมินสถานการณ์ได้มีเหตุมีผลกว่าไม่มากก็น้อย จึงพยายามตัดไฟอันมีแรงอยู่น้อยนิดนั้นแต่ต้นลม แต่ดูจะไม่เป็นผล เมื่อคนตัวเล็กเดินก้าวฉับๆจนมาหยุดก่อนถึงเป้าหมายเล็กน้อย ขอยอมรับเต็มปากเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเผชิญหน้าอะไรแบบนี้  รู้สึกเกร็งไปหมด ในหัวกลมมนสมส่วนของคนร่างเล็กนั้น สมองมันพลุ่งพล่าน ตอนนี้คิดถึงแต่ว่าเพื่อนจะรู้สึกแย่แค่ไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ความขุ่นมัวเคืองใจมันนำมาทั้งความกล้า บ้าหน้ามืดปนเปกันไปหมด


ผู้มาใหม่ยืนจ้องเจ้าของโต๊ะ ซึ่งนั่งหันหน้ามาทางเขาอยู่ก่อนแล้ว คนที่นั่งอยู่เงยหน้ามองนิดหน่อย ก่อนจะก้มกลับไปให้ความสนใจอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันซึ่งเห็นเพียงเสี้ยวด้านหลังเท่านั้น
แต่เมื่อยังคงรู้สึกได้ถึงการถูกจับจ้อง เจ้าของสายตาคม คิ้วเรียวขมวดวุ่นอย่างสงสัย ขณะมองมาที่บุคคลซึ่งยืนเก้ๆกังๆอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าใดนัก เมื่อโดนมองกลับ สองหนุ่มถึงกับแอบผวาหายใจติดขัดขึ้นมาทันที ก็แววตานั้นดูไม่ค่อยสบอารมณ์  แต่ด้วยนิสัยเป็นคนชัดเจน ออกแนวไม่ค่อยยอมใคร ก็เลยพยายามรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาหาถึงโต๊ะ


“ขอโทษครับ ขอรบกวนเวลาอันมีค่าของคุณสักครู่ได้ไหมครับ” คนตัวเล็กตัดสินใจทำลายความบรรยากาศอันแสนจะกดดันของตนเอง ยังไม่ทันฟังคำตอบของอีกฝ่าย “พวกผมดูเสียมารยาทที่โผล่พรวดเข้ามาแบบนี้ก็จริง แต่คิดว่า เหตุผลของพวกเรามันคงไม่ด้อยไปกว่าการที่คุณยกเลิกงานวันนี้ เพียงเพื่อจะมาดินเนอร์กับคน แค่เพียงคนเดียว”


ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า แต่ช่วงคำสุดท้ายมันฟังดูเน้นเกินไป จนเจ้าตัวยังแอบตกใจน้ำเสียงตัวเองจริงๆ


และแล้ว ,คนเพียงคนเดียว, ที่กำลังถูกพาดพิงถึง ก็หันกลับมาประสานสายตาเข้าอย่างจังกับเจ้าของต้นเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อครู่


เจ้าคนตัวเล็กอ้าปากค้าง พูดไม่ออกแล้ว เหมือนกระบวนการทางความคิดมันหยุดชะงัก มีความรู้สึกฝืดคอกะทันหัน หรือแค่จิตสำนึกบอกว่าตนกำลังพูดในสิ่งที่ไม่สมควรออกไปกันแน่  อ๊ะ ไม่สิ ฝ่ายนั้นต่างหากที่ไม่ดี

แล้วผิดคำพูดที่ไหนกันล่ะ ก็ดูสิ หลักฐานตำตา  ขนาดในตอนนี้ ยังทำให้คนอยู่ด้วยร้องไห้ได้เลย
มีน้ำใสๆคลออยู่ในดวงตากลมโตคู่หวาน แก้มขาวออกแดงระเรื่อแบบนี้ เห็นแล้วสงสารจับใจ
และไม่ว่าสถานการณ์ตรงหน้านี้จะอยู่ในอารมณ์แบบไหน แต่ขนาดกับคนสวยขนาดนี้ยังบังอาจทำให้เสียใจ
ฮึ ใจร้ายเกินไปหน่อยแล้ว


สติที่หลุดเลื่อนลอยไปถูกดึงกลับมาด้วยเสียงและแรงสะกิดเบามือจากคนข้างๆ คนตัวเล็กกระพริบตาถี่ๆยามละสายตาจากบุคลตรงหน้าก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนที่กำลังตกใจอยู่ไม่น้อย

“ขอโทษนะครับ  พอดีเพื่อนผมมันเข้าใจผิดนิดหน่อย ขอโทษที่รบกวนครับ” คนตัวโตก้มหัวงกๆพร้อมกล่าวขอโทษ
ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนรักที่นั่งทำหน้ามึนอยู่ ไม่รอช้ารีบรวบเพื่อนตัวเล็กเอาไว้ แล้วออกแรงดึงกึ่งลากให้เดินไปด้วยกัน

แต่ยังไม่ทันจะไปได้กี่ก้าว พลันเสียงนุ่มๆไม่ต่างจากแววตาที่ส่งออกมานั้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้ทั้งคู่ชะงัก

พอหันกลับมาก็สบเข้ากับสายตาจากคนทั้งคู่ที่กำลังจ้องมองมาทางพวกเขาอย่างสนใจไม่มากก็น้อย

เจ้าของโต๊ะทั้งคู่ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้ว โดยคนร่างบางกว่ากำลังโอบกอดต้นแขนของอีกฝ่ายอย่างหลวมๆ  ดูไม่ผิดก็เหมือนกับว่ากำลังพยายามฝืนร่างสูงโปร่งของอีกคนให้ยืนอยู่ด้วยกันมากกว่


“เดี๋ยวก่อนสิ... นี่ทั้งสองคน เรารู้จักกันรึเปล่า อ๊ะ!  รึว่า จะมาพบเขาคนนี้”

นิ้วเรียวขาวชี้ไปยังเจ้าของรูปหน้าสมส่วนแต่สีหน้าเรียบเฉยออกจะมึนตึงด้วยซ้ำ แถมสายตาคมนี่แอบดูดุเอาเรื่อง ผิดแผกแตกต่างกับคนข้างๆราวหน้ามือกับหลังมือเลยทีเดียว

แต่ว่า เสียงนี่ ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกหรอ แต่รูปร่างเพรียว ผิวขาวเนียน แผงขนตายาวงอนถูกขยับขึ้นลงตามแรงกระพริบตาเวลาพูด น่ารักไปหมด อ๊ะ ผิดแล้ว แบบนี้ต้องเป็น คนสวย สวยมากเกินไปเสียด้วย


“ขอโทษนะ ถ้าไม่รังเกียจมานั่งด้วยกันไหม อ้อ ท่าทางเหมือนมีเรื่องจะคุยด้วยนี่นะ” เชิญชวนคนแปลกหน้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทั้งที่ยังหลงเหลือร่องรอยคราบน้ำตาชวนแปลบปลาบใจ

คุณคนสวยปรายตามองคุณหน้าดุข้างตัว พร้อมเขย่าแขนแกร่งในมือน้อย  ทำให้อีกฝ่ายต้องพยักหน้าเอออไปด้วย นัยน์ตาคมเหลือบมองมาที่คนทั้งคู่ ดูยังไงก็ไร้วี่แววความเป็นมิตรจริงๆ ต่างกับคนหน้าสวย ไม่สิ คนสวยทั้งตัวต่างหากล่ะ ที่กำลังส่งยิ้มหวานๆพร้อมแววตาเป็นประกายระยิบระยับ ประกอบกับแพขนตายาวงอน ดูอ่อนหวานชวนมอง   มีความเป็นแรงโน้มถ่วงที่มีทิศทางดึงดูดเข้าหามากเหลือเกิน


อา สวยจริงๆเลย คนๆนี้


สองหนุ่มน้อยพาร่างที่ไร้การประมวลผลจากสมองของตนขับเคลื่อนเชื่องช้า เดินเข้ามานั่งด้วยกันที่โต๊ะตามคำเชื้อเชิญจากคนแปลกหน้าราวกับถูกมนต์สะกดก็ว่าได้

Tiramisufooter
Tags:

MyWayOut - Tiramisu (SS1)
pkan
Tiramisu13

« ระยะแรก »

วันนี้ถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา รวมไปถึงรถราที่สัญจรผ่านไปมาบนถนนสายหลักรอบด้าน แม้นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาเลยหกโมงเย็นแล้ว แต่แสงแดดยังคงไม่หมดไป คงเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อน เวลาในช่วงกลางวันจะยาวกว่าในช่วงกลางคืนทำให้แทนที่จะมืดแล้ว กลับสว่างเหมือนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายไม่มีผิด


ในช่วงเวลาอันคึกคักตามปกติเฉกเช่นทุกวันของเมืองใหญ่ แต่บางสถานที่ซึ่งแม้ตั้งอยู่ในอาคารทรงต่ำ ถัดเข้าไปในซอยเพียงเล็กน้อย ทว่าทุกอย่างกลับดูสงบแฝงความอบอุ่น ด้วยราวกับว่าสถานที่แห่งนั้นปลีกตัวอยู่ห่างจากถนนหนทางหลายสิบกิโล


ภายในร้านแบ่งออกเป็นส่วนๆ ด้วยผนังกั้นเป็นกระจกหนาเฉดสีอ่อนช่วยกรองแสง สลับกันกับวอลเปเปอร์ลายอิฐขาวลอฟท์ยาวตลอดร้าน ตกแต่งด้วยแสงที่ดูเป็นธรรมชาติ ดูให้ความรู้สึกนุ่มนวลละมุนสายตา แบบฝ้าเพดานมีลูกเล่นเหมือนหลังคากระจกสกายไลท์ ความมีเสน่ห์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว


เจ้าของร่างเพรียวดื่มด่ำบรรยากาศในร้านได้เพียงไม่นาน ก็ถูกขัดจังหวะด้วยขบวนย่อยๆของเครื่องดื่มและขนมหวาน ชิ้นเล็กชิ้นโต ซึ่งพนักงานของร้านกำลังยกมาวางเรียงรายยั่วตาเป็นที่สุด
นำหน้ามาด้วย มินต์ชอคฟรับเป้ บูเร่วานิลลา มิ้นต์แชมเปญซอร์เบท เครปคาราเมลบานอฟฟี่ บราวนี่วิสกี้ฟัดจ์ ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนหอมกรุ่น และไอซ์อเมริกาโน่แก้วโต
ดวงตาคู่สวยจับจ้องสิ่งตรงหน้าก่อนหลับตาลง เงยหน้าขึ้น สูดอากาศสดชื่น และความหอมหวาน เข้าเต็มปอด ยิ้มกว้าง ยิ้มอย่างเป็นสุข

มินต์ชอคฟรับเป้ถูกตักเข้าปากเป็นคำแรก สลับด้วย มิ้นต์แชมเปญ-ซอร์เบท ออกรสเปรี้ยวหวานสดชื่น ทำเอาเจ้าตัวยิ้มกว้าง ยิ้มจนแก้มปริ ใบหน้าที่ระบายไปด้วยความสุข
พลางทำให้คนมองอยู่ก่อนแล้วอดจะหัวเราะน้อยๆไปด้วยไม่ได้ ยิ้มให้กับความสดใสไม่สมวัยของคนตรงหน้า

“ได้ยินมาว่าเมื่อกลางวัน แทบไม่แตะอาหารเลยนี่ เพราะแบบนี้สินะ กินแต่ของแบบนี้ เป็นเด็ก7ขวบรึไง”

บทสนทนาเชิงคำถามที่ดังขึ้นไม่ต่างอะไรกับเสียงลมพัด ที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงระบบประสาทแห่งการรับฟัง นัยน์ตาคมมองไปยังคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายเหมือนหลุดไปอยู่คนละโลก ราวกับมีชั้นบรรยากาศของหวานกั้นขวางอยู่ก็คงไม่เกินจริง
ผู้ถามถึงกับส่ายหน้าพร้อมยกยิ้มที่มุมปากกับภาพคุ้นชินตา ผู้ถูกถามก็มัวแต่สาละวนกับการตักถ้วยนั้นที จานนี้ที แล้วช้อนน้อยในมือทำการลำเลียงของหวานๆเข้าปากอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียจังหวะ ใครจะเคยคิดเลย ของชวนเลี่ยนปากนี่ จะดูน่าอร่อยได้ขนาดนี้ ดวงตากลมโตเป็นประกายเหมือนเด็ก ไม่สิ อย่างกับวิญญาณเด็กสาวเข้าสิงก็ว่าได้


เมื่อถูกเมินจึงละความสนใจจากฝ่ายตรงข้ามแล้วหันไปคว้าแก้วกาแฟร้อน ของตนมาจิบอยู่เงียบๆต่อไป ส่วนมืออีกข้างที่เหลือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นเบาๆ จ้องหน้าจอมือถืออย่างลังเลก่อนจะเลือกส่งตอบกลับเป็นข้อความแทนการรับสาย เพียงไม่นานก็เข้ากระเป๋าไปดังเดิม

แต่พอหันกลับมา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแววตากลมโตคู่เดิม แต่ดูเศร้า ว่างเปล่า และพบหยดน้ำหยดเล็กๆ ที่แววตากลมใส ค่อยๆ เอ่อล้น รวมตัวเป็นหยาดน้ำใสไหลหล่นลงอาบแก้ม


“รู้ไหม ของโปรดที่สุดอันไหน หรือมีของที่เคยชอบมากอยู่ในนี้รึเปล่า ...ยังไงแล้ว ก็คงมีสักอย่างใช่ไหม” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจาริมฝีปากเล็กบาง แม้พยายามแล้ว แต่เสียงที่เปล่งออกมาก็ยังคงสั่นคลอเกินจะสกัดกลั้นเอาไว้


สุดท้ายมือหนาถูกเลื่อนมาเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง เช็ดแล้ว เช็ดอีก แต่น้ำใส ๆ กลับไหลรินออกมาไม่หยุด

เอียงหน้าหนีสัมผัสของปลายนิ้วจากมืออุ่นๆ พยายามบังคับตัวเองให้ยิ้มแล้วกลั้นน้ำตาไว้ บอกออกมาแผ่วเบาว่า “ไม่เป็นไร”
หากแต่ดวงตาคู่งามยังคงสั่นระริก หยดน้ำตาร้อนๆหลั่งรินไม่ต่างอะไรกับคนหัวใจสลาย


คนฟังอยากทำใจให้เชื่อเหลือเกิน แต่น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้ไหววูบจนต้องหลับตาลงข่มใจเอาไว้

“ไม่เป็นไรนะ”




Tiramisufooter
Tags:

MyWayOut - Tiramisu
pkan
Memories will remain but I know eventually my feelings will fade out, that I'll forget about how special you were, or how special you made me feel, surely that’s what will happen

Even though,..



SSt

.. ... ..
Tags:

MYWAYOUT2016
pkan

I know we’re probably not simply live together as carbon copies of yet
but I don’t think we’re done with each other for good

just you need to stop saying..

..You don't have to wait anymore (no matter what you do) He's not coming back.
Tags:

how you deal with it
pkan
a waiting attitude
please.nth

"Fashionista Love" anyone?
pkan
i'm looking for "Fashionista Love"

a secret relationship between Yoochun & Junsu ...
Tags: ,

?

Log in