MyWayOut - Tiramisu (SS3)
pkan
«ระยะสาม»


โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร รู้แต่ว่าทุกคนยังคง ปิดปากเงียบกริบกันไปหมด จะว่าไปต่างฝ่ายต่างเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่ผิดอะไร


ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีด้วยความหวังดีล้วนๆ  เริ่มปรายตามองซ้ายทีขวาที เพื่อประเมินสถานการณ์  แล้วแอบลอบถอนหายใจเล็กน้อย  และไม่ว่าจะเป็นการทึกทักไปเองคนเดียวหรือไม่ ก็ยังรู้สึกว่าน่าจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้สบาย

ซึ่งตระหนักไว้อยู่แล้วด้วยว่าสถานการณ์ขณะนี้ อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด

.. เพียงแค่ไม่ต้องไปสนใจ มันก็ดูไม่ได้เลวร้าย ..
เป็นวลีที่มักจะใช้บอกตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

แล้วสุดท้ายเสียงนุ่มน่าฟังก็ต้องเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากการสนทนาอีกเช่นเคย


“ว้า ทำไมบรรยากาศมันพึลึกกึกกือแบบนี้เนี่ย  ว่าแต่ เราสองคนอ่ะ จะมาพบคุณคนนี้เขาใช่ไหม คุยกันได้เลย”   ยื่นหน้ามาหาฝ่ายตรงข้าม พรางยิ้มน้อยๆ   “ผมนะ ถึงได้ยินก็ไม่รู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่สะดวกใจ จะแยกโต๊ะก็ได้นะ หรือเอาไว้นัดคุยกันอีกทีก็ได้  ธุระสำคัญรึเปล่า  รึว่ามีนัดกันไว้อยู่ก่อนแล้ว เอ๊ะ ยู! ถ้าไม่สะดวกก็บอกกันก่อนสิ”   ประโยคท้ายหันกลับมาทำหน้าจริงจังเอากับคนข้างกาย


“เท่าที่ไอจำได้ ไม่มีอะไรสำคัญ  ไม่งั้นจะมานั่งกับยูแบบนี้ได้รึไง”   แม้ปากจะพูดกับคนข้างกาย แต่หางตาคมกริบกลับเหลือบมองไปยังคนที่นั่งตรงกันข้าม


“เชื่อได้รึเปล่า ที่จริงแล้วเห็นว่าไอไม่เคยรู้เรื่องอะไรสักอย่าง  จะโกหกกันยังไงก็ได้อยู่แล้วใช่ไหม”


“เคยทำแบบนั้นด้วยหรอ จำไม่เห็นได้ ยูมาใส่ร้ายกันแบบนี้  ไอเสียใจนะ”   แววตาร้ายๆเมื่อครู่หายไปทันทีที่สบตากับร่างขาวเพรียว



ทั้งสรรพนามแทนตัว ไอๆยูๆ และน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปมาด้วย ทำเอาส่วนเกินทั้งสองมองตากันปริบๆ


คุณคนสวยยังคงทำหน้าคาดโทษกับคนข้างกาย เจ้าของใบหน้ามีเสน่ห์ ยิ้มน้อยๆที่มุมปาก พลางปฎิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใจเย็น พอขาดคำก็หันกลับมามองอีกฝ่ายที่นั่งตรงข้ามกัน แต่รอยยิ้มหมดจากใบหน้าทันที กลายเป็นหน้านิ่งเฉยแทน สีหน้าที่สงบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเย็นชา


ตัวเล็กสุดในโต๊ะรีบหลุบตาลงต่ำ เขามีความไม่กล้ามองสู้สายตานั่นด้วย

..ทำไมกันนะ โลกช่างไม่ยุติธรรมเอาเลย..  ฮึ่ม!  ทำไมคนแย่ๆแบบนั้น ต้องหน้าตาดีมากมายขนาดนี้ด้วย


คนตัวเล็กเจ้าของดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงเอิบอิ่ม  เม้มปากนิดๆ กระพริบตาปริบๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาและพบว่าโดนมองตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้


“มีเรื่องจะคุยรึไง งั้นก็ว่ามาสิครับ”   จ้องเขม็งด้วยดวงตาคมที่คล้ายจะมองทะลุทะลวงไปถึงไหนๆ พร้อมยิงคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น จนสองหนุ่มน้อยฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวูบ พลางก้มหลบสายตาพร้อมกันอัตโนมัติโดยไม่ได้นัดหมาย


แม้ทั้งสองหนุ่มจะยังไม่เคยรู้จักกันอย่างลึกซึ้งกับอีกฝ่าย แต่ก็เคยฟังเรื่องเล่าปากต่อปาก ทั้งยังจากหน้านิตยสารอีกมิใช่น้อยเลย ..ใช่สิ เขาคนนี้ มีทุกอย่างเพียบพร้อม หนึ่งในทายาทของตระกูลใหญ่ที่เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตและธุรกิจทางวงการบันเทิงอีกหลายต่อหลายแห่ง  เกิดมาคงไม่เคยก้มหัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น มันไม่จำเป็นอยู่แล้ว


“นี่ยู!”  คุณคนสวยออกเสียงตวาดนิดหน่อย แต่ก็อมยิ้มไปด้วย  “หน้าตาแบบนี้เนี่ยมันอะไร”   นิ้วเล็กเรียวใช้จิ้มๆไปที่แก้มบนใบหน้าคมคาย   “กลายเป็นคนแบบไหนไปแล้วล่ะ ตีหน้ายักษ์ ใครจะอยากคุยด้วยฮะ”


คนโดนดุหันไปยิ้มเจื่อนๆราวกับเด็กน้อยกำลังถูกผู้ปกครองตำหนิ เอามือเกาหูไปมาแก้เก้อ ทำปากพะงาบๆ เหมือนจะเถียง แต่ก็เงียบไป


“อย่าดุกันสิ ไออุตส่าห์พามาทานของหวานร้านโปรด ขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่มีความดีเลยหรือครับ”  


รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏบนใบหน้าได้ดีเป็นธรรมชาติ จนไม่น่าเชื่อสำหรับคนที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก  



ผู้อ่อนเยาว์กว่าแอบมองหน้ากันด้วยไม่รู้จะต้องรู้สึกยังไง กับบทสนทนาที่ฟังยังไงก็ไม่เหมาะสมกับวัยของชายหนุ่มทั้งคู่  
แม้จะรู้สึกขนลุกซู่ เพราะคิดว่ามันพิลึกจนอยากมองบน  แต่ความจริงกลับฟังเงียบกริบ


แต่ถ้าคุยกันแบบนี้  งั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้ทะเลาะกันอยู่สินะ   แต่ที่เห็นตอนแรก คนร่างเพรียวนี่กำลังร้องไห้อยู่ไม่ใช่รึไงนะ

อืม แล้วก็ นายคุณ(สมาร์ท)มาดนิ่งคนนี้ พอทำแบบนี้แล้วเนี่ย ดูไปก็มีมุมน่ารักดีเหมือนกันนะ 


“โอ๊ะ!?”   แต่แล้วก็ครางเหมือนนึกขึ้นได้ ..เขา เป็น คนไม่ดี!.. พลางหลุดเสียงฟึดฟัดไม่พอใจออกมาอย่างลืมตัว


ทุกคนหันมาจ้องเป้าหมายเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง  รวมทั้งเจ้าของใบหน้าคม คมทั้งคิ้ว ตา จมูก ปากเลยทีเดียว เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตายากจะอธิบาย อดคิดในใจไม่ได้ว่า จะถูกไม่ชอบขี้หน้าเอาแล้วรึเปล่า



นายตัวเล็กหลุบตาลงต่ำ ก่อนจะค่อยๆมองขึ้นมาสบตาเขาอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์  ทั้งที่ปกติเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ไม่หวั่นแม้วันมามาก แต่ว่าวันนี้เกิดความประหม่านับครั้งไม่ถ้วน

ก็นะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องรวบรวมทำใจให้กล้าพร้อมเดินหน้าตามความตั้งใจเอาไว้แต่แรก 


“งั้นขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ผมได้ข่าวมาว่า บริษัทของคุณกำลังมีโปรเจคปั้นศิลปินหน้าใหม่สินะครับ แล้วไม่ทราบว่าทำไมโครงการถึงถูกเลื่อนไปล่ะครับ เอ่อ อาจดูเสียมารยาท แต่ผมสงสัยมากจริงๆ”


พูดในสิ่งที่ต้องการแล้วก็แอบมองหยั่งเชิงฝ่ายตรงข้ามว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไง แต่ฝ่ายนั้นกลับนั่งนิ่ง ดูไม่ทุกข์ร้อนราวกับไม่เกี่ยวข้องอย่างนั้นแหละ ผิดกับเพื่อนรักของตนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเอาเลย


ด้านผู้ถูกถามแสดงแววตาข้องใจเพียงน้อยนิดเกินใครจะสังเกตทัน ก่อนจะปรับแววตาเจ้าเล่ห์มองมาแม้เพียงชั่วครู่ใช่ว่าจะดูไม่ทัน


“เสียมารยาทจริงๆด้วยสิ”

ว่าพลางทอดสายตาจับจ้องเจ้าของแววตาสุกใสมีประกายส่อแววอยากรู้ และไม่มีทีท่าว่าจะถ่ายถอนกลับเสียด้วย

“อืม สมัยนี้ เขาใช้เด็กหาข่าวแบบนี้สินะ แล้วก็ ที่ทำแบบนี้เนี่ย ผมแจ้งตำรวจจับได้ รู้รึเปล่า”



“เฮ่ย! ไม่ใช่แล้ว พวกผมไม่ใช่นักข่าวนะ เข้าใจผิดแล้วคุณ”

คนตัวเล็ก โตแต่ดวงตากำลังส่อแววกังวลนั้นสั่นไหวระริกอย่างปิดไม่มิด ส่วนเด็กหนุ่มตัวโตกว่าถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียว มันร้อนผ่าวไปทั้งตัวเลยก็ไม่ผิด



“ก็ถ้าไม่ใช่นักข่าว จะรู้เรื่องภายในของบริษัทได้ขนาดนี้เชียว”   ทั้งสีหน้าแววตาน้ำเสียงแสดงออกว่าจริงจังไม่มีล้อเล่นแค่ไหน


“เอ่อ เรื่องนี้ คือว่าผม..”   พลาดซะแล้ว ที่มาของเรื่องนี้ พูดไม่ได้จริงๆ ถ้าขืนพูดออกไป ปานปลายแน่นอน


ทั้งที่เป็นคนเริ่ม แต่ตอนนี้ถึงกับไปไม่เป็นเลยก็ว่าได้ ในเมื่อทุกคำพูดของอีกฝ่ายมันคือเรื่องจริ

เพียงเพราะเพื่อนไม่สบายใจ เลยมาระบายให้ฟัง เพื่อนก็ขอให้รับฟังไว้เท่านั้นเอง  แล้วแทนที่จะทำเพียงปลอบใจกลับไป เขากลับมาทำเรื่องไม่เข้าท่า พาลจะสร้างปัญหาให้เพื่อน และตอนนี้ เขาเองที่ผิดคนเดียวเต็มๆ ผิดที่ไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ไม่คิดว่าทุกอย่างจะกลับตาลปัตรหมด



คนหน้าหวานเริ่มสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด แต่ไม่ใช่จากคนข้างกายตน หากแต่เป็นจากอีกฟากฝั่งของโต๊ะ ดูจากหน้าตาของเด็กหนุ่มทั้งสองแล้วคงรู้สึกกลัวมากจริงๆนั่นแหละ สถานการณ์แบบนี้ ไม่ชอบที่สุดเลย



“อะไรกัน จู่ๆพากันทำหน้าจริงจังซีเรียสอะไรขนาดนี้”  เขารู้สึกถูกชะตากับคนตัวเล็กเข้าแล้ว จะไม่ยอมให้โดนรังแกแน่นอน  “นี่ยูๆ เดียวนี้นี่เป็นคนใหญ่คนโตจริงๆเลย ไปไหนมาไหนใครๆก็รู้จัก ขนาดมาในร้านแบบนี้แล้วแท้ๆ ก็ยังมีคนจำได้อีก อืม ไม่ใช่เล่นๆเลยนะเนี่ย แล้วที่ไอมานั่งด้วยกันแบบนี้จะดูไม่ดีรึเปล่า”


ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าขยับเก้าอี้ออกห่าง แสร้งทำเป็นเกรงใจ ส่วนอีกคนรีบคว้าหมับที่แขนเล็กกว่า ดูท่าไม่อยากให้ห่างตัว

แววตาที่เคยนิ่งสนิทเป็นบ่อน้ำลึกแปรเปลี่ยนไปทันที่ ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากอย่างเท่ห์ๆ เมื่อสบตากับคนพูด



..ใช่สิ กับคุณคนสวยนี่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีเสน่ห์ดึงดูดไปหมดเลย  อันนี้ต้องขอน้อมยอมรับ ขนาดเพิ่งเคยเจอกันยังสามารถเรียกได้ว่า ตกหลุมรัก เข้าซะแล้ว



“วันนี้ยู.. ”


“ไอให้เลขาจัดการเคลียร์ทุกอย่างไปหมดแล้ว เพราะงั้นวันนี้ ไอไม่มีธุระอะไรกับใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ”


ขาดคำก็ยกกาแฟที่เริ่มจะเย็นชืดขึ้นมาจิบ พลางส่งสายตาเข้มๆมองมายังอีกฝั่งของโต๊ะ คล้ายกำลังสังเกตการตอบสนองของแขกไม่ได้รับเชิญ



ด้านเด็กหนุ่มตัวโต แม้จะนั่งเงียบ แต่ข้างในกำลังกังวลใจหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะคิดว่าจับความหงุดหงิดใจในน้ำเสียงของอีกฝ่าย น้ำเสียงสงบนิ่งมั่นคงแต่ชัดเจนนั่น


เขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ใช่สิ ตอนนี้ในหัวมันจะระเบิดแล้วต่างหากเล่า แล้วจะให้เป็นปกติยังไงไหว ในเมื่อ คนที่พวกเขามานั่งเสนอหน้าอยู่ด้วยตอนนี้คือ รองประธานจากบริษัทนายทุนหลักของบริษัทสาขาย่อยที่เขาสังกัดอยู่ อย่างที่รู้ๆกันว่า ปกติผู้จัดการเขาจะเรียก ท่านรองฯ  ก็ถ้ามีแผนงานใหญ่แล้วอยากได้งบประมาณมหาศาลก็ต้องผ่านการพิจารณาของท่านรองฯคนนี้แหละครับ

แล้วที่เพื่อนมันออกอาการฟิวส์ขาดแทนกันก็เพราะพวกเราโดนเลื่อนการนำเสนอผลงานขอเงินอย่างกะทันหัน ประมาณว่าโดนบอกเลิกก่อนเวลานัดไม่กี่ชั่วโมง ขอย้ำว่าตอนได้รู้ว่าโดนยกเลิกกลางอากาศนั้นมันยิ่งกว่าสายโดนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงอีกครับ


สถานการณ์อึมครึมกว่าที่คิด ตัวเล็กเองก็เริ่มรับรู้ได้ถึงอาการหวาดหวั่นวิตกขนาดหนัก เพราะหันมาก็พบกับใบหน้าไร้สีของเพื่อนรัก หน้าตาซีดๆคล้ายจะเป็นลม คล้ายจะสิ้นใจตายซะให้ได้นี่อีก ตอนนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร ผิดคาดไปหมดเลย


โอเค ครั้งนี้จะถอดใจยอมถอยไปก่อนก็ได้

แต่ว่า จะหาทางให้หลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความหายนะนี้ไปได้ยังไงกันเล่านี่  จากสมองที่ปกติเคยคิดอะไรได้อย่างสุดแสนจะเลอเลิศ มาถึงตอนนี้กลับมืดแปดด้านเอาดื้อๆ


  ) )


ขณะเด็กหนุ่มกำลังจะระเบิดหัวตัวเองนั้น พลันเสียงโทรศัพท์มือถือของใครสักคนก็ดังขึ้นมาอย่างได้จังหวะ  ตวงตากลมโตตวัดหันไปมองทางต้นเสียงแล้วรู้สึกโล่งใจนิดหน่อย อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เมื่อเห็นว่าตัวการผู้สามารถนำพามาซึ่งความหายนะ(ของเพื่อน)นั้น กำลังรับโทรศัพท์และค่อยๆลุกเดินออกไปจากโต๊ะ


ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป สมองในหัวกลมมนก็เข้าสู่กระบวนการคิดแก้ปัญหาหรืออีกนัยหนึ่งก็คือทางหนีทีไล่นั่นเอ


และในเมื่อเจ้าตัวการแสนน่ากลัวคนนั้นไม่อยู่   หากจะรีบหนีไปตอนนี้ก็ยังทันสินะ


แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ความซวยจะไปตามมาหลอกหลอนกันวันหลังอีก


มาถึงขั้นนี้แล้ว เอาก็เอา  เป็นไงเป็นกัน เมื่อเป็นคนเริ่ม ก็ต้องจบและผ่านมันไปให้ได้


คนตัวเล็กคิดเองเออเองอยู่ลำพัง  ก่อนจะขอปลีกตัวออกมาด้วยข้ออ้างง่ายๆแต่ใช้ได้ทุกสถานการณ์



“คือว่า จะขอไปห้องน้ำแป๊บนึง เดี๋ยวมานะครับ”


พอเดินคล้อยหลังทุกคนมาได้หน่อย ก็ทำการชะเง้อชะแง้แลหาเป้าหมายทันที


เด็กหนุ่มตัวเล็กเหลียวซ้ายแลขวาอย่างน่าสงสัยอยู่นาน กว่าจะได้ยินเสียงเหมือนจะคุ้นอยู่ไกลออกไปนิดหน่อย   เขาเดินตามมาจนพบเจ้าของเสียงที่กำลังก้มๆเงยๆเหมือนค้นหาอะไรอยู่ข้างรถ   ดูแล้วก็น่าจะเป็นรถยนต์ของเจ้าตัวนั่นแหละ เพราะประตูฝั่งคนขับและด้านหลังถูกเปิดค้างไว้



ระหว่างรอจังหวะให้อีกฝ่ายทำธุระเสร็จ  ก็เดินกลับมาหลบอยู่ข้างต้นไม้จำลองต้นโตที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน

เขาก็กำลังคิดว่าจะเผชิญกับสถานการณ์นี้ยังไงถึงจะไปได้รอด  บทสนทนามากมายที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นผุดขึ้นตามจินตนาการ แต่ความน่าจะเป็นก็ยังหาได้ยากนัก


ระหว่างที่หัวเล็กๆกำลังคิดการใหญ่  พอหันกลับมาเท่านั้นแหละ   อยู่ๆใบหน้าของเป้าหมายที่ว่าก็มาปรากฏตรงหน้า
คนที่กำลัง ๆ คิดอะไรเพลิน ๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว


สายตาคมจ้องมองมาสักครู่  ก่อนจะกลับไปสนใจเสียงในโทรศัพท์มือถือที่ดังแว่วมาเป็นระยะๆ  โต้ตอบกับคนในสายไปสองสามประโยคเป็นการร่ำลา ก่อนจะเก็บมือถือกลับเข้ากระเป๋ากางเกง



เมื่อเห็นว่าเขาทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในร้าน  คนตัวเล็กเผลอเดินเข้ามาขวางโดยไม่รู้ตัว จนอีกฝ่ายมองด้วยท่าทีแปลกใจเล็กน้อย

เจ้าของดวงตากลมโตทำท่าครุ่นคิดก่อนจะบอกความต้องการออกมาในที่สุด


“ผม.. เอ่อ.. ผมขอคุยด้วยหน่อยสิ เอ่อ ขอพูดด้วยนิดเดียวเองครับ”  เปิดฉากเก้ๆกังๆ อะไรๆที่คิดเอาไว้มันเลือนหายไปหมดแล้ว


ชายหนุ่มมองกลับมาเหมือนจะเข้าใจจุดประสงค์  มือที่ก่อนหน้านี้ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงของตนถูกยกขึ้นมาอยู่ในท่ากอดอกวางท่าเล็กน้อยในความรู้สึกของคนมอง  ถึงไม่เอ่ยปากแต่ก็บ่งบอกได้ว่าเขาพร้อมรับฟังแล้ว


“คือว่าเรื่องนั้น ที่ผมพูดไปเมื่อกี้  จะรบกวน ขอให้คุณช่วยลืมมันไปได้หรือเปล่า แบบว่า ทำเหมือนไม่เคยได้ยิน ก็แบบ ถือว่าผมไม่เคยพูดอะไรเลย  จะได้หรือเปล่าครับ”

เสียงพูดอ่อยเบาลงตามลำดับ บอกไม่ถูกว่าแสดงถึงการขอร้อง หรือกำลังเกร็งๆกับสายตาคมปลาบที่มองมานิ่งๆ ทำให้ต้องหลุบตาลง

       ➴➴➴ ➴➴➴
Tags:

?

Log in

No account? Create an account