Previous Entry Share Next Entry
MyWayOut - Tiramisu (SS1)
pkan
« ระยะแรก »


ยวดยานพาหนะหลากหลายกำลังพยายามฝ่าการจราจรอันคับคั่ง มุ่งตรงขึ้นทางด่วนเพื่อหลบเลี่ยงออกจากย่านธุรกิจอันวุ่นวายก่อนค่ำ ตามบริเวณทางแยกต่างๆ สัญญาณจราจรยังไร้วี่แววว่าจะเปลี่ยนสีในเวลาอันใกล้


เช่นเดียวกับบางคนในรถยนต์คันโตที่ยังคงไม่สามารถทำสิ่งอื่นใดได้นอกจากนั่งนิ่งรออยู่เฉยๆแบบนั้น จะมีก็เพียงดนตรีและเพลงประกอบแสนไพเราะจากเครื่องเสียงภายในรถยนต์คันหรูที่พอช่วยลดความหงุดหงิดจากภาวะวิกฤติทางการจราจรบนท้องถนน


“วันศุกร์หฤโหด ต้องทำใจหน่อยนะ เออนี่ ถ้าได้หยุดหลายวัน อยากไปไหนหรือทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
คนที่นั่งข้างเคียงข้างกับคบขับรถเอ่ยถามคนนั่งเบาะหลัง ขณะตนเองยังคงก้มหน้าอ่านบางอย่างบนหน้าจอแท็บเล็ตในมืออย่างจริงจัง


ฝ่ายที่ถูกถามไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ท่าทางกึ่งนั่งกึ่งนอนบ่งบอกได้ถึงความไม่สบายตัวเอาเสียเลย แม้ภายในรถจะกว้างขวางเพียงใด แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่เอามากๆ ทำให้การต้องมานั่งอยู่ในที่แบบนี้นานๆ เรียกได้ว่าทรมานที่สุด


คำถามเก่ายังไม่มีคำตอบ ก็ยิงคำถามใหม่ตามมาอีก “นี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม หิวหรือเปล่า”


คราวนี้เอี้ยวตัวมาดูด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปเมื่อคนด้านหลังไม่ให้ความสนใจเช่นเคย

“ถ้าเพลียก็นอนหลับไปได้เลย ถึงแล้วจะปลุก” ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่ปากก็ยังเอ่ยเอื้อนออกมาอีกเรื่อยๆ “งานที่ว่านั่น เมื่อกี้โทรไปคอนเฟิร์มเวลานัดให้แล้วนะ พรุ่งนี้จะมารับตอน11โมง โอเคนะ อ้อ ที่ห้องอ่ะ มีแม่บ้านไปดูแลทำความสะอาดอยู่ตลอด ไม่ต้องห่วง ส่วนของกินของใช้ก็เตรียมไว้ให้แล้ว วันนี้ก็ยังให้คนไปซื้อเสื้อผ้าเพิ่มไว้ให้เผื่อจำเป็นต้องใช้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยหาให้ยุ่งยาก”

นิ้วก็เลื่อนไถบนจอเครื่องมือสื่อสารในมือ ส่วนปากก็สาธยายรายละเอียดไปเรื่อยไม่มีทีท่าว่าจะจบลงที่ใดง่ายๆ


เกือบสองชั่วโมงกว่ารถยนต์คันงามจะแล่นฉิวมาจอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ประตูที่นั่งด้านหลังถูกเปิดออกพร้อมขาเรียวยาวก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปยังกระโปรงท้ายรถที่เปิดรอ ก่อนจะยกกระเป๋าเดินทางใบโตออกมาแล้วลากเดินเข้าคอนโดไป


)╯︵ )╯︵


วันนี้ถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา รวมไปถึงรถราที่สัญจรผ่านไปมาบนถนนสายหลักรอบด้าน แม้นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาเลยหกโมงเย็นแล้ว แต่แสงแดดยังคงไม่หมดไป คงเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อน เวลาในช่วงกลางวันจะยาวกว่าในช่วงกลางคืนทำให้แทนที่จะมืดแล้ว กลับสว่างเหมือนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายไม่มีผิด


ในช่วงเวลาอันคึกคักตามปกติเฉกเช่นทุกวันของเมืองใหญ่ แต่บางสถานที่ซึ่งแม้ตั้งอยู่ในอาคารทรงต่ำ ถัดเข้าไปในซอยเพียงเล็กน้อย ทว่าทุกอย่างกลับดูสงบแฝงความอบอุ่น ด้วยราวกับว่าสถานที่แห่งนั้นปลีกตัวอยู่ห่างจากถนนหนทางหลายสิบกิโล


ภายในร้านแบ่งออกเป็นส่วนๆ ด้วยผนังกั้นเป็นกระจกหนาเฉดสีอ่อนช่วยกรองแสง สลับกันกับวอลเปเปอร์ลายอิฐขาวลอฟท์ยาวตลอดร้าน ตกแต่งด้วยแสงที่ดูเป็นธรรมชาติ ดูให้ความรู้สึกนุ่มนวลละมุนสายตา แบบฝ้าเพดานมีลูกเล่นเหมือนหลังคากระจกสกายไลท์ ความมีเสน่ห์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว


เจ้าของร่างเพรียวดื่มด่ำบรรยากาศในร้านได้เพียงไม่นาน ก็ถูกขัดจังหวะด้วยขบวนย่อยๆของเครื่องดื่มและขนมหวาน ชิ้นเล็กชิ้นโต ซึ่งพนักงานของร้านกำลังยกมาวางเรียงรายยั่วตาเป็นที่สุด
นำหน้ามาด้วย มินต์ชอคฟรับเป้ บูเร่วานิลลา มิ้นต์แชมเปญซอร์เบท เครปคาราเมลบานอฟฟี่ บราวนี่วิสกี้ฟัดจ์ ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนหอมกรุ่น และไอซ์อเมริกาโน่แก้วโต
ดวงตาคู่สวยจับจ้องสิ่งตรงหน้าก่อนหลับตาลง เงยหน้าขึ้น สูดอากาศสดชื่น และความหอมหวาน เข้าเต็มปอด ยิ้มกว้าง ยิ้มอย่างเป็นสุข


มินต์ชอคฟรับเป้ถูกตักเข้าปากเป็นคำแรก สลับด้วย มิ้นต์แชมเปญ-ซอร์เบท ออกรสเปรี้ยวหวานสดชื่น ทำเอาเจ้าตัวยิ้มกว้าง ยิ้มจนแก้มปริ ใบหน้าที่ระบายไปด้วยความสุข
พลางทำให้คนมองอยู่ก่อนแล้วอดจะหัวเราะน้อยๆไปด้วยไม่ได้ ยิ้มให้กับความสดใสไม่สมวัยของคนตรงหน้า


“ได้ยินมาว่าเมื่อกลางวัน แทบไม่แตะอาหารเลยนี่ เพราะแบบนี้สินะ กินแต่ของแบบนี้ เป็นเด็ก7ขวบรึไง”


บทสนทนาเชิงคำถามที่ดังขึ้นไม่ต่างอะไรกับเสียงลมพัด ที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงระบบประสาทแห่งการรับฟัง นัยน์ตาคมมองไปยังคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายเหมือนหลุดไปอยู่คนละโลก ราวกับมีชั้นบรรยากาศของหวานกั้นขวางอยู่ก็คงไม่เกินจริง
ผู้ถามถึงกับส่ายหน้าพร้อมยกยิ้มที่มุมปากกับภาพคุ้นชินตา ผู้ถูกถามก็มัวแต่สาละวนกับการตักถ้วยนั้นที จานนี้ที แล้วช้อนน้อยในมือทำการลำเลียงของหวานๆเข้าปากอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียจังหวะ ใครจะเคยคิดเลย ของชวนเลี่ยนปากนี่ จะดูน่าอร่อยได้ขนาดนี้ ดวงตากลมโตเป็นประกายเหมือนเด็ก ไม่สิ อย่างกับวิญญาณเด็กสาวเข้าสิงก็ว่าได้


เมื่อถูกเมินจึงละความสนใจจากฝ่ายตรงข้ามแล้วหันไปคว้าแก้วกาแฟร้อน ของตนมาจิบอยู่เงียบๆต่อไป ส่วนมืออีกข้างที่เหลือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นเบาๆ จ้องหน้าจอมือถืออย่างลังเลก่อนจะเลือกส่งตอบกลับเป็นข้อความแทนการรับสาย เพียงไม่นานก็เข้ากระเป๋าไปดังเดิม

แต่พอหันกลับมา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแววตากลมโตคู่เดิม แต่ดูเศร้า ว่างเปล่า และพบหยดน้ำหยดเล็กๆ ที่แววตากลมใส ค่อยๆ เอ่อล้น รวมตัวเป็นหยาดน้ำใสไหลหล่นลงอาบแก้ม


“รู้ไหม ของโปรดที่สุดอันไหน หรือมีของที่เคยชอบมากอยู่ในนี้รึเปล่า ...ยังไงแล้ว ก็คงมีสักอย่างใช่ไหม” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจาริมฝีปากเล็กบาง แม้พยายามแล้ว แต่เสียงที่เปล่งออกมาก็ยังคงสั่นคลอเกินจะสกัดกลั้นเอาไว้


สุดท้ายมือหนาถูกเลื่อนมาเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง เช็ดแล้ว เช็ดอีก แต่น้ำใส ๆ กลับไหลรินออกมาไม่หยุด


เอียงหน้าหนีสัมผัสของปลายนิ้วจากมืออุ่นๆ พยายามบังคับตัวเองให้ยิ้มแล้วกลั้นน้ำตาไว้ บอกออกมาแผ่วเบาว่า “ไม่เป็นไร”
หากแต่ดวงตาคู่งามยังคงสั่นระริก หยดน้ำตาร้อนๆหลั่งรินไม่ต่างอะไรกับคนหัวใจสลาย


คนฟังอยากทำใจให้เชื่อเหลือเกิน แต่น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้ไหววูบจนต้องหลับตาลงข่มใจเอาไว้


“ไม่เป็นไรนะ”


      ➴➴➴ ➴➴➴
Tags:

?

Log in

No account? Create an account